วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562


Learning Log 7


Wednesday 11th  September 2019


The knowledge gained

วันนี้เป็นวันพุธ เรียนชดเชยวันจันทร์ที่ผ่านมาค่ะ วันนี้อาจารย์ให้นำคำศัพท์ของตนเองจากวิจัยออกมาให้เพื่อนๆได้รู้ด้วยค่ะ คนละ 2 คำ และก็เรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับวิชาชีพค่ะ 




คำศัพท์...........

inconsistent - ไม่แน่นอน
improvement - การปรับปรุง
activities - กิจกรรม
language - ภาษา
mathematical - คณิตศาสตร์
classifying - การจำแนกประเภท
anomaly - ความผิดปกติ
cluster - กลุ่ม
social interaction - ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
communicative - การสื่อสาร
lalling stage - การแสดงเวที
participation - การมีส่วนร่วม
ability - ความสามารถ
media - สื่อ
invitation - คำเชิญ
parental - ผู้ปกครอง
experimental - การทดลอง
interviewed - สัมภาษณ์
affiliate - เข้าร่วม
instruments - เครื่องมือ
encourage - ส่งเสริม
connected - เกี่ยวข้อง
ethics - จริยธรรม
method - วิธี



ต่อมาอาจารย์พูดถึง การสอนแบบมอนเตสซอรี่

หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสซอรี่   Montessori  หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสซอรี่ ดร.มาเรีย มอนเตสซอรี่ ผู้ริเริ่มคิดและจัดตั้งวิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่ จากความเชื่อในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กในระยะเริ่มต้นว่า จุดมุ่งหมายในการให้การศึกษาในระยะแรกนั้น ไม่ใช่การเอาความรู้ไปบอกให้เด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามความต้องการตามธรรมชาติของเขา

          การที่จะช่วยให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามขั้นตอนของความสามารถ นั้น ควรจะต้องพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก ที่ต้องการจะเป็นอิสระในขอบเขตที่กำหนดไว้ให้ ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ และพิถีพิถัน การสอนแบบมอนเตสซอรี่ ได้มาจากการที่มอนเตสซอรี่ได้สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็ก ไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น จากการสังเกตเด็กจึงได้พัฒนาวิธีการสอน การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์การสอนต่างๆ ขึ้นมาใช้ โดยเริ่มต้นจากการทดลองที่โรงเรียนที่มอนเตสซอรี่เข้าไปรับผิดชอบ ที่เรียกว่า Casa Dei Bambini หรือ Children's House แล้ววิธีการสอนนี้จึงได้แพร่หลายต่อไปจนทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน

ปรัชญาและหลักการของการสอนแบบมอนเตสซอรี่          

1. เด็กจะต้องได้รับการยอมรับนับถือ เด็กจะต้องได้รับการยอมรับนับถือในสภาพที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ เราต้องยอมรับนับถือเด็กในลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ควรจัดการศึกษาให้เด็กแต่ละคนตามความสามารถ และความต้องการตามธรรมชาติของเขา โดยการพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก

2. เด็กที่มีจิตซึมซาบได้ มนุษย์เรานี้เป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเอง และเปรียบจิตของเด็กเหมือนฟองน้ำ ซึ่งจะซึมซาบข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม เด็กใช้จิตในการหาความรู้ ซึมซาบเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปในจิตของตนเองได้ ( the absorbent mind ) ในการพัฒนาของจิตที่ซึมซาบได้มีทั้งระดับที่เราทำไปโดยที่รู้สึกตัว และโดยไม่รู้สึกตัว อายุตั้งแต่เกิดถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่จิตซึมซาบโดยไร้ความรู้สึก โดยการพัฒนาประสาทที่ใช้ในการเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การดมกลิ่น และการสัมผัส เด็กจะซึมซาบทุกสิ่งทุกอย่าง

3. ช่วงเวลาหลักของชีวิต คือ คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด สำหรับการเรียนรู้ในระยะแรกเป็นช่วงพัฒนาสติปัญญา และเด็กสามารถเรียนทักษะเฉพาะอย่างได้อย่างดี ครูจะต้องช่างสังเกต และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ในการจัดการเรียนการสอนให้สมบูรณ์ที่สุด


4. การเตรียมสิ่งแวดล้อม มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กเรียนได้ดีที่สุดในสภาพการจัดสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้อย่างมี จุดหมาย การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมเช่นนี้เพื่อให้เด็กได้มีอิสระจากการควบคุมของ ผู้ใหญ่ เด็กจะได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามความคิดของตนเองบ้าง

5. การศึกษาด้วยตนเอง เด็กสามารถเรียนได้ด้วยตนเองจากการที่เด็กมีอิสระในสิ่งแวดล้อมที่จัดเตรียม ไว้อย่างสมบรูณ์ การมีอิสระนี้มอนเตสซอรี่กล่าวว่า ไม่ใช่สัญลักษณ์ของเสรีภาพเท่านั้น แต่หมายถึงเส้นทางไปสู่การศึกษา เด็กมีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ ระเบียบวินัยของชีวิตโดยการมีอิสระภาพในการทำงานด้วยตนเอง แก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง

          การศึกษาด้วยตนเอง ควรจะมีบทบาทมากขึ้นในวงการศึกษา และควรจะเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนเพิ่มขึ้น ลดวิธีการให้ครูเป็นศูนย์กลางในการเรียน

จุดมุ่งหมายของการสอนแบบมอนเตสซอรี่
          จุดมุ่งหมายของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ คือ “ ช่วยพัฒนา หรือให้เด็กมีอิสระในด้านบุคลิกภาพของเด็กในวิถีทางต่างๆ อย่างมากมาย “ สิ่งแวดล้อมของโรงเรียนระบบมอนเตสซอรี่ คือ การจัดระบบเพื่อสะท้อนถึงศักยภาพที่แท้จริง และความต้องการของเด็ก เพื่อเด็กจะได้พัฒนาบุคลิกภาพของเขา ลักษณะการสอนระบบนี้ เด็กจะก้าวหน้าไปตามธรรมชาติของการพัฒนาการของเด็ก เด็กมีอิสรภาพในการเลือกจากสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งต่างๆ ซึ่งสนองความพอใจ และความต้องการภายในความรู้สึกของเขา เป็นการจัดระบบของตนเอง เพื่อเด็กจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพของชีวิต

          มอนเตสซอรี่ กล่าวย้ำถึงสิทธิของเด็กในการพัฒนาบุคลิกภาพของเขาในการเรียน สิทธิที่จะมีอิสระในการทำกิจกรรม สำรวจโลกสำหรับตัวของเขาเอง และก็เรียกร้องสิทธิในการที่จะมีสภาพการทำงานที่เหมาะสม  เด็กปกติในสิ่งแวดล้อมของมอนเตสซอรี่ จะพัฒนาการเรียนรู้ในการทำงานด้วยตนเอง และความรู้สึกของความรับผิดชอบ มีวิธีการที่จะควบคุมตนเองได้สำเร็จ เด็กเรียนรู้ในการที่จะรับผิดชอบต่อตนเองเป็นเบื้องแรก แล้วก็ต่อสภาพการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เขาได้พบตัวของเขาเอง

          การพัฒนาการทางสังคมสำเร็จได้ ก็ด้วยการมีชีวิตทางสังคมที่แท้จริงในห้องเรียน เด็กเรียนรู้ที่จะทำหน้าที่ของแต่ละบุคคล และในสภาพของการเป็นสมาชิกของกลุ่ม และมีส่วนร่วมในการที่จะต้องรับผิดชอบ และรู้จักที่จะรอคอยความสำเร็จของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และการปรับตัวทางด้านสังคมมีส่วนร่วมอยู่มาก บุคลิกภาพทั้งหมดของเด็กจะได้รับการพัฒนา … สติปัญญา ความสามารถในการแยกแยะ ความคิดริเริ่ม และการเลือกอย่างอิสระ มีอารมณ์ที่เหมาะสม เด็กได้รับการฝึกให้มีคุณภาพพื้นฐานทางสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองดี

หลักสูตรของการสอนแบบมอนเตสซอรี่

          วิถีทางของการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่นั้น เป็นหลักการที่คำนึงถึงเด็ก ความต้องการของเด็กในการเรียน ได้มีการตระเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้ทำงานด้วยตนเอง สิ่งแวดล้อม และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ นั้น ได้จัดระบบไว้เพื่อให้เด็กได้พัฒนาตนเอง โปรแกรมจัดเอาไว้ให้เด็กได้เป็นผู้เรียนที่มีอิสระ การควบคุมความผิดพลาดในการทำงานก็ด้วยการใช้วัสดุเหล่านั้นเอง และสิ่งแวดล้อมที่จัดเอาไว้ให้นี้เองเป็นตัวที่ทำให้เด็กมีอิสระ

          มอนเตสซอรี่เชื่อว่า การที่เด็กได้เรียนรู้ตามความต้องการด้วยตนเอง และการซึมซาบการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมจะทำให้เด็กได้ในสิ่งที่ต้องการจากการเรียนรู้ เด็กจะได้รับเสรีภาพในขอบเขตที่จำกัด จากสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ให้ และจะทำให้เด็กได้รับผลสำเร็จตามความต้องการของเขา
หลักสูตรพื้นฐาน สำหรับเด็กอายุ 3 ถึง 6 ขวบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่:การศึกษาทางด้านทักษะกลไก (Motor Education) การศึกษาทางด้านประสาทสัมผัส (Education of the Senses) และการตระเตรียมสำหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation for Writing and Arithmetic)

การจัดการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่

          โรงเรียน ที่ใช้การสอนแบบมอนเตสซอรี่นั้น กิจกรรมถือเป็นส่วนสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ดำเดินไปในโรงเรียน มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กเล็กควรจะเรียนด้วยร่างกายทั้งหมดโดยเน้นทางด้านการฝึกฝนทางประสาท สัมผัส กิจกรรม หรืองานที่เด็กทำจะต้องมีความหมาย

          อุปกรณ์การเรียนได้วางรูปแบบเอาไว้ให้เด็กได้ทำงานต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนงานจะกระตุ้นทำให้เด็กทำงานต่อไป การเขียนก็เป็นจุดรวมของทั้งการเห็น การได้ยินและการสัมผัส การแสดงออกทางการเขียนจะผ่านขั้นตอนต่างๆ จากการสัมผัสรูปทรงเลขาคณิตสัมผัสรูปพยัญชนะ สระ จากบัตรตัวอักษรกระดาษทราย ใช้ดินสอสีลากไปตามกรอบแผ่นภาพโลหะ และเติมลายเส้นไปในกรอบแผ่นภาพโลหะที่ว่างเอาไว้ ประdv[โดยใช้ตัวอักษรต่างๆ และเขียนคำลำดับจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมนี้ เป็นอุปกรณ์การเรียนในการทำงาน ครูจะต้องคอยสังเกตว่าเด็กพร้อมที่จะเรียนอุปกรณ์ในขั้นต่อไปหรือยังตาม ลำดับยากง่าย หรือตามที่นกเรียนร้องขอ การแสดงอุปกรณ์มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

ขั้นที่ 1 เชื่อมโยงการรับรู้ทางประสาทสัมผัสกับชื่อ ….” นี่คือ แขนงไม้ ”

ขั้นที่ 2 รู้จักชื่อของสิ่งของ …” หยิบแขนงไม้มาให้ครูซิ ”

ขั้นที่ 3 จำชื่อได้สอดคล้องกับอุปกรณ์ …” นี่คือ อะไร ”


          ขั้นตอนนี้จะใช้เมื่อเด็กเรียนรู้ชื่อของอุปกรณ์ คุณภาพ หรือประสบการณ์ บทเรียนนั้นจะมีลักษณะสั้น ง่าย และเป็นปรนัย ถ้าเด็กหยิบอุปกรณ์ไม่ถูกก็ต้องหยิบออกไปแล้วให้เด็กรอโอกาสทำต่อไป

วิธีการสอนสามขั้นตอน ( The Three-Period Lesson )



          เป็นวิธีการที่ใช้สำหรับสอนความคิดรวบยอดใหม่ด้วยการทำซ้ำ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจในแบบฝึกหัดที่ครูสาธิตให้ดูได้ดีขึ้น การสอนนี้ยังช่วยให้ครูสังเกตเห็นว่าเด็กสามารถเข้าใจ และซึมซาบสิ่งที่สาธิตให้เด็กดูได้ว่องไวแค่ไหน วิธีการสอนสามขั้นตอนนี้ใช้กับการสาธิตขั้นตอน เมื่อเด็กไม่เข้าใจขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งจะต้องเริ่มสาธิตให้ดูใหม่ครูต้อง แน่ใจว่า เด็กเข้าใจในสิ่งที่ทำให้ดูแล้วจึงจะดำเนินขั้นต่อไป

วิธีการสอนสามขั้นตอนดังกล่าว Hainstock อธิบายไว้ ดังนี้
          ขั้นแรก สังเกตเห็นลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ( Recognition of Identity ) ทำให้เชื่อมโยงสิ่งที่ครูสาธิตให้ดูกับชื่อของสิ่งนั้นได้ “ นี่ คือ …”

          ขั้นสอง สังเกตเห็นความแตกต่าง ( Recognition of Contrasts ) มั่นใจว่า เด็กเข้าใจเมื่อบอกเด็กว่า “ หยิบ …”

          ขั้นสาม เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งของที่มีความคล้ายคลึงกัน ( Discrimination Between Similar Objects ) ขั้นตอนนี้เพื่อที่จะได้ทราบว่าเด็กจำชื่อสิ่งต่างๆ ที่ครูสาธิตให้ดูได้หรือเปล่า เช่น ชี้ที่ของหลายๆ สิ่ง แล้วถามว่า “ อันไหน คือ …



Assessment


Self-assessment : มีความสุขตั้งใจเรียน สดใส ไม่เครียดค่ะ

Evaluate friends : เพื่อนๆตั้งใจเรียน มาเรียนกันตรางตามเวลา มีความสุข สดใส ร่าเริง ( แต่วันนี้เพื่อนๆมาเรียนกันน้อยค่ะ )


Evaluate teachers  :  วันนี้อาจารย์อธิบายสอนเข้าใจ อาจารย์พูดจาสุภาพ แต่งกายเรียบร้อยค่ะ




วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562


Learning Log 6


Monday 9th  September 2019


The knowledge gained
*วันนี้อาจารย์ให้ตัวแทนเพื่อนออกมาสอบ และอาจารย์ก็ให้คำแนนำ กลับไปปรับปรุงแกไข
*อาจารย์พูดถึงเรื่องการเคาะ เคาะช้า เคาะเร็ว ต้องให้เห็นจังหวะที่แตกต่าง

*เกร็ดความรู้ จังหวะเคาะคืออะไร?

จังหวะเคาะ (Beat) เป็นหน่วย

บอกช่วงเวลาของดนตรี ปฏิบัติ

โดยการเคาะจังหวะให้ดําเนิน

ไปอย่างสมํ่าเสมอขณะที่เล่น

ดนตรี จนกว่าจะจบบทเพลง

*ถ้าจังหวะเร็ว ต้องระวังอย่าให้ชนกัน
*การบ้านคือ คัดคำคล้องจอง ข้าวทุกจาน

*ภาพกิจกรรมในห้องค่ะ








Assessment

Self-assessment : มาเรียนตามตารางเวลา ฟังที่อาจรย์บอก ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ

Evaluate friends : เพื่อนๆตั้งใจเรียน มาเรียนกันตรางตามเวลา มีความสุข สดใส ร่าเริง ไม่เครียด


Evaluate teachers  :  วันนี้อาจารย์มาสายนิดนึงค่ะ แต่อาจารย์ก็สอนเต็มที่ อธิบายเนื้อหา ออกมาแสดงกิจกรรมใหดูได้เข้าใจยิ่งขึ้นค่ะ



Learning Log 5


Monday 2th  September 2019


The knowledge gained


*การเคลื่อนไหวของร่างกาย
ลักษณะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นของร่างกาย
การเคลื่อนไหวเบื้องต้นของร่างกายโดยทั่วไปมี
2 ลักษณะ คือการเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่
และการเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่
1.  การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่  
เป็นการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเคลื่อน
ไหวโดยที่ร่างกายอยู่กับที่เช่นการอ้าปากหุบปาก
การยกไหล่ขึ้นลงการกระพริบตาเป็นต้น
ส่วนท่าทางในการปฏิบัติภารกิจประจำวัน
และท่าทางที่ใช้ในการออกกำลังกาย 
เล่นกีฬาโดยทั่วไปดังนี้
·การก้ม  คือการงอพับตัวให้ร่างกาย
ส่วนบนลงมาใกล้กับส่วนล่าง
·การยืดเหยียด คือ การเคลื่อนไหว
ในทางตรงข้ามกับการก้มโดยพยายาม
ยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้มากที่สุดเท่าที่
จะทำได้
·การบิด คือ การทำส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
บิดไปจากแกนตั้ง เช่น การบิดลำตัว
·การดึง คือ การพยายามทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เข้ามาหาร่างกายหรือทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
·การดัน คือ การพยายามทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ให้ห่างออกจากร่างกาย เช่น การดันโต๊ะ
·การเหวี่ยงคือการเคลื่อนไหวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
โดยหมุนรอบจุดให้เป็นเส้นโค้งหรือรูปวงกลม
เช่นการเหวี่ยงแขน
·การหมุน คือ การกระทำที่มากกว่าการบิด  
โดยกระทำรอบ ๆ แกน เช่น การหมุนตัว
·การโยกคือการถ่ายน้ำหนักตัวจากส่วนใด
ส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่ง
โดยเท้าทั้งสองแตะพื้นสลับกัน
·การเอียง คือ การทิ้งน้ำหนักไปยังส่วนใด
ส่วนหนึ่งโดยไม่ถ่ายน้ำหนัก เช่น ยืนเอียงคอ
·การสั่นหรือเขย่า คือ การเคลื่อนไหว
สั่นสะเทือนส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซ้ำ ๆ 
ต่อเนื่องกันเช่น การสั่นหน้า เขย่ามือ 
สั่นแขนขา
·การส่าย คือ การบิดไปกลับ
ติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง 
เช่น การส่ายสะโพก ส่ายศีรษะ

2.  การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ 
เป็นการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง 
ได้แก่การเดิน ( walk)   
การวิ่ง (Run)  
การกระโดดเขย่ง (Hop)  
การกระโดด ( Jump )  
การกระโจน ( Leap) 
กระโดดสลับเท้า ( Skip ) 
การสไลด์ ( Slide )  
การควบม้า ( Gallop ) 

การเคลื่อนไหวของร่างกาย
การเคลื่อนไหว คือ การเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง
ที่ต่อเนื่องกันโดยส่วนที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดการ
เคลื่อนไหว ได้แก่ กลไกการทำงานของข้อต่อ 
กล้ามเนื้อและระบบประสาท

     หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้พวกหนูไปเข้ากลุ่ม
เขียนแผนการศึกษากิจกรรมเคลื่อนไหว 
และจังหวะ และก็ได้ใหตัวแทนเพื่อนออกมา
สอนค่ะ
< และสุดท้ายอาจารย์ก็ให้นักศึกษาทุกคน
อัดคลิปการสอนของตนเอง ลงบล็อกค่ะ >

*ภาพกิจกรรม



 
Assessment


Self-assessment : มีความสุขตั้งใจเรียน สดใส ร่าเริง


Evaluate friends : เพื่อนๆตั้งใจเรียน ทำกิจกรรมอย่างมีความสุข

Evaluate teachers  :  วันนี้อาจารย์สอนได้ดี โดยการได้เห็นตัวอย่างการสอนที่ถูกต้องจากตัวแทนเพื่อน



Learning Log 4


Monday 26th  August 2019


The knowledge gained


*มาตราฐานคือเกณฑ์ขั้นต่ำ
*สาระที่ควรเรียนรู้ คือ ความรู้ knowledge
*สาระที่ควรเรียนรู้  สาระในส่วนนี้กำหนดเฉพาะหัวข้อไม่มีรายละเอียดทั้งนี้ เพื่อประสงค์จะให้ผู้สอนสามารถกำหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ ความสนใจของเด็กอาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดยคำนึงถึงประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ผู้สอนสามารถนำสาระที่ควรเรียนรู้มาบูรณาการ จัดประสบการณ์ต่างๆให้ง่ายต่อการ เรียนรู้  ทั้งนี้มิได้ประสงค์ให้เด็กท่องจำเนื้อหา  แต่ต้องการให้เด็กเกิดแนวคิดหลังจากนำสาระการเรียนรู้นั้นๆมาจัดประสบการณ์ให้เด็กเพื่อให้บรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ สาระที่ควรเรียนรู้ยังใช้เป็นแนวทางช่วยผู้สอนกำหนดรายละเอียดและความยากง่ายของเนื้อหาให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก สาระที่ควรเรียนรู้ประกอบด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก  *ดังนี้

1) เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก  เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่าง หน้าตาของตน รู้จักอวัยวะต่างๆ และวิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาด  ปลอดภัย  มีสุขอนามัยที่ดี เรียนรู้ที่จะเล่นและทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองคนเดียวหรือกับผู้อื่น ตลอดจนเรียนรู้ที่จะแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และแสดงมารยาทที่ดี


2) เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรได้มีโอกาสรู้จักและรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน รวมทั้งบุคคลต่างๆที่เด็กต้องเกี่ยวข้อง  หรือมีโอกาสใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน


3)ธรรมชาติรอบตัวเด็กควรจะได้รู้จักสิ่งมีชีวิตที่เป็นต้นไม้ ดอกไม้ สัตว์ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกที่แวดล้อมเด็กตามธรรมชาติ เช่น ฤดูกาล กลางวัน กลางคืน  ฯลฯ

4)สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรจะได้รู้จักสิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะและการสื่อสารต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก


หลังจากนั้น อาจารย์ใหแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม ทำ Mind map ใช้สารที่ควรเรียนรู้ 4 สาระ มาสร้างหน่วยการเรียนรู้ กลุ่มดิฉันได้เรื่อง 
"สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวหนู"




*องค์ประกอบ ประกอบไปด้วย
-การทำความสะอาดฟัน วิธีการแปรงฟัน อุปกรณ์การแปรงฟัน
-ออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน โยคะ เครื่องเล่นสนาม 
-อาหารดี มีประโยชน์ หมู่ที่ 1 โปรตีน หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต หมู่ที่ 3 เกลือแร่ หมู่ที่ 4 วิตามิน หมู่ที่ 5 ไขมัน
-การทำความสะอาดมือ ฝ่ามือถูกัน ฝ่ามือถูหลงมือแลซอกนิ้ว ฝ่ามือถูฝ่ามือและซอกนิ้ว หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ ถูหัวแม่มือด้วยฝ่ามือ ปลายนิ้วมือ ถูขวางฝ่ามือ ถูข้อมือ
-สุขนิสัยในการขับถ่าย ฝึกขับถ่ายเป็นเวลา ทำความสะอาดอวัยวะการขับถ่ายด้วยการล้างมือ เลือกใช้ห้องน้ำและส้วมที่สะอาด รับประทานอาหารที่มีกากใย

ผลงานกลุ่มของเพื่อนๆค่ะ


Assessment


Self-assessment : มีความสุขตั้งใจเรียน สดใส ไม่เครียดค่ะ


Evaluate friends : เพื่อนๆตั้งใจเรียน มาเรียนกันตรางตามเวลา มีความสุข สดใส ร่าเริง ไม่เครียด


Evaluate teachers  :  อาจารย์อธิบายสอนเข้าใจ ให้คำแนนำการสอน บอกวิธีต่างๆให้ได้นำไปใช้ได้จริง 




*Songs for preschool children



                                          


                                         


                                          


                                          


                                          


                                          


                                          


                                          



The end.







คลิป การสอนเคลื่อนไหวและจังหวะ ตามคำบรรยาย



วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562


Learning Log 3


Monday 19th  August 2019


The knowledge gained


อาจารย์แจกสมุดให้คัด ก.ไก่ ค่ะ

กิจกรรมในห้องค่ะ

อาจารย์กำลังสอน ให้คำแนะนำค่ะ
















































*เรียนเรื่อง สาระต่างๆที่เราจะจัดต้องสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก
*ทำไมเราต้องเลือกเนื้อหาให้สอดคล้องกับพัฒนาการ ?
-เพราะ พัฒนาการจะบอกได้ว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง
-ต้องมีประสบการณ์กับเนื้อหา
-เด็กต้องลงมือทำ
-การจำภาพ จำได้ดีกว่าหนังสือ
-ให้เด็กได้มีประสบการณ์ที่สำคัญ
-ออกแบบให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ 
*วันนี้อาจารย์ให้คัด ก-ฮ เป็นการบ้านค่ะ

และหลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้จดเพลงสำหรับเด็กค่ะ


1.เพลง 1 ปีนั้นมี 12 เดือน


1 ปีนั้นมี 12 เดือน


อย่าลืมเลือนจำไว้ให้มั่น


1 สัปดาห์นั้นมี 7 วัน


อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์


ลัล ลา ลัล ลา



 2.เพลง ล้างมือ 

ล้างมือเสียก่อน   ก่อนจะกินอะไร

ล้างมือเข้าไว้       เราปลอดภัยสะอาด

ล้างมือเสียก่อน  ล้างมือเสียก่อน  ล้างมือเสียก่อน



 3.เพลง อาหาร 


อาหารสุกๆ


ผักสะอาด


ฉันไม่พลาด  


กินจนอิ่ม


หน้าตาแย้มยิ้ม


กินให้อิ่ม


กินข้าวจนหมด



 4.เพลง มากินข้าวสิ 


มากินข้าวสิ (ซ้ำ)


กับดีๆ (ซ้ำ)


มีทั้งแกงและต้มยำ (ซ้ำ)


อำอ่ำอำ (ซ้ำ)



 5.แปรงฟัน 


แปรงสิแปรงแปรงฟัน  ฟันหนูสวยสะอาดดี


แปรงขึ้นแปรงลงทุกซีก  สะอาดดีเมื่อหนูแปรงฟัน



 6.เพลง สมาธิ


นั่งขัดสมาธให้ดีๆ     สองมือวางพับกันทันที


หลับตาตั้งตัวตรงสิ    ตั้งสติให้ดี


ภาวนาในใจ            พุทโธ  พุทโธ



 7.เพลง ลาก่อน 


ลาแล้วลาก่อน


หนูรักคุณครู


คิดถึงคุณครู


ลาแล้วลาก่อน


สวัสดีคุณครู




8.เพลงสวัสดีคุณครู

สวัสดีคุณครู 

หนูจะตั้งใจอ่านเขียน

ยามเช้าเรามาโรงเรียน

หนูจพากเพียรขยันเรียนเอย


9.เพลง ตื่นเช้าเรามาโรงเรียน

ตื่นเช้าแปรงฟันลางหน้า

อาบน้ำแล้วมาแต่งตัว

หนูเตรียมตัวจไปโรงเรียน

สวัสดีคุณแม่ คุณพ่อ

ไม่รีรอรีบไปโรงเรียน

ลั้นล้าลา ลันลา ลันล้า



Assessment


Self-assessment : มีความสุขตั้งใจเรียน สดใส ไม่เครียดค่ะ


Evaluate friends : เพื่อนๆตั้งใจเรียน มาเรียนกันตรางตามเวลา มีความสุข สดใส ร่าเริง


Evaluate teachers  :  วันนี้อาจารย์อธิบายสอนเข้าใจ อาจารย์พูดจาสุภาพ แต่งกายเรียบร้อย